กรรมปรามาสพระรัตนตรัย

 

คำขอขมาพระรัตนตรัย

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะฯ (ว่า 3 จบ)

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย
อันมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม
และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกายหรือวาจาก็ดี
และด้วยเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์
พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่
ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

กรรมไม่ดีย่อมส่งผลต่อเรา ดังนั้น เวลาเราจะทำอะไรต่อไปในอนาคต จะได้ระมัดระวังกายวาจาและใจของเราก่อน
จะพูด จะคิด จะทำอะไรไม่ให้เกิดโทษหรือความเดือดร้อนแก่ตนและบุคคลอื่นครับ

กรรมใหญ่ๆ ที่มีผลต่อจิตใจและส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ทำให้ประสบปัญหาในชีวิตที่มีอุปสรรคและอาการต่างๆ
ดังต่อไปนี้

๑. จิตมีเรื่องคาใจ และหาความสุขในใจไม่ค่อยได้ จิตจะแสวงหาคำตอบอยู่เสมอ วิ่งวุ่นไปทั่วทุกกลุ่ม
     ทุกสายหาทางแก้ ก็ไม่ได้คำตอบ
๒. จิตมีความรู้สึกด้านชา เฉย เหมือนคนไม่เอาอะไร ขาดแรงจูงใจ ขาดไฟและเป้าหมายในชีวิต
๓. ทำสิ่งใดมันจะเสียเวลา เจอของปลอมหรือของไม่ดีผิดพลาดก่อน ทั้งที่หนทางดีๆ อยู่ใกล้ตัว
๔. มีอุปสรรคขัดขวางเวลาจะทำอะไรให้เป็นความทุกข์ร้อนใจเสมอ โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมจิตจะตัน
     ไม่มีความสุขมีกิเลสมารและขันธมารรบกวนอย่างมาก
๕. ได้ของมีตำหนิ ไม่สมบูรณ์ เป็นทุกขลาภ ได้อะไรมาจะมีความทุกข์ใจร่วมด้วยเสมอ
๖. มักคิดตัดรอนจิตใจตนเอง ให้ท้อแท้สิ้นหวังเกินกว่าเหตุ

อาการเหล่านี้ ส่วนมากเป็นเพราะเศษของกรรมที่เคยปรามาสพระรัตนตรัยครับ

คำว่าปรามาส ก็หมายถึง การลบหลู่ ดูหมิ่น ในทางลบและเสื่อมเสีย อาจเป็นทางการแสดงออกทางกิริยา วาจา
และมีใจร่วมด้วย ตรงนี้ หลักๆ เป็นการกระทำปรามาสต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และรวมไปถึงต่อผู้ที่
ตั้งใจกระทำ ความดี เรียกว่า ขวางความดีคนอื่นนั่นเองครับ

เมื่อเป็นเช่นนี้เราควรทำความเข้าใจต่อตนเองใหม่ว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของตน ทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว
หากเราไม่ศรัทธา ไม่เชื่อถือ รวมทั้งไม่เห็นชอบต่อคนที่กระทำความดีที่ตรงกันข้ามกับเรา เราก็ควรระมัดระวังคำพูด
และความคิดให้ดีครับ ทางที่ดีที่สุด เราควรพยายามวางใจเป็นกลาง และกล่าวเสนอความเห็น โดยไม่ให้มีการล่วงเกิน
และขัดขวางกำลังใจความดีของคนอื่นครับ

ทางแก้ไข ก็ควรหมั่นกล่าวขอขมาพระรัตนตรัยบ่อยๆ หรือก่อนบูชาพระจะยิ่งดี และหมั่นดำรงตนด้วยจิตใจที่สำนึก
และจะสำรวมระวังในกาย วาจา และใจในกาลต่อไป ก็จะช่วยบรรเทาได้อาการต่างๆ ให้ลดลงได้ครับ

*แหล่งที่มา* อาจารย์วัชระ
-เนื้อหาจาก http://www.vitayatorn.com/